Letter from Bill Gates : เปิดจดหมายจากบิล เกตส์ ทำนายอนาคตยุคของ AI ที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!

Your Opinion
Published: 11.04.23

Letter from Bill Gates

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ออกมาเปิดเผยจดหมายที่เขาเขียนขึ้นมากว่า 7 หน้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ทำนายถึงอนาคตของ AI เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ไว้อย่างรอบด้าน โดยหัวข้อของจดหมายนั้นคือ “ยุคของ AI ได้เริ่มขึ้นแล้ว” (The Age of AI has begun) 

Letter from Bill Gates :  เปิดจดหมายจากบิล เกตส์ ทำนายอนาคตยุคของ AI ที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ออกมาเปิดเผยจดหมายที่เขาเขียนขึ้นมากว่า 7 หน้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ทำนายถึงอนาคตของ AI เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ไว้อย่างรอบด้าน โดยหัวข้อของจดหมายนั้นคือ “ยุคของ AI ได้เริ่มขึ้นแล้ว” (The Age of AI has begun)

มาดูกันว่าบิล เกตส์มีมุมมองและทำนายอนาคตของ AI ไว้ว่าอย่างไ เราสรุปมา 7 ข้อ มาดูพร้อมกัน!

1.ยุคของ AI ได้เริ่มขึ้นแล้ว

บิล เกตส์บอกว่าตลอดชีวิตของเขาที่ผ่านมา ได้เห็นการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ตอนที่เขารู้จัก User Interface (UI) ที่กลายเป็นใบเบิกทางของระบบปฏิบัติการยุคใหม่แทบทุก ระบบรวมถึง Windows ด้วย 

ส่วนเซอร์ไพร์สครั้งที่ 2 นั้นคือ ตอนที่เกตส์ได้ลองใช้ AI ให้ตอบคำถามวิชาชีววิทยาดู ซึ่งวัดทั้งความรู้ด้านการคิดเชิงวิพากษ์และความรู้ในด้านข้อเท็จจริง ซึ่ง AI ก็ทำได้ถูกแทบทุกข้อเลยทีเดียว จากเดิมที่เขาคาดการณ์ว่า AI ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานใน 2-3 ปี หากจะนำมาใช้พัฒนา Microprocessor แต่ทีมงานกลับสามารถพัฒนา AI ได้ภายในเวลาแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น 

เกตส์จึงมองเห็นโอกาสนี้และพบว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานและวิธีการเรียนรู้ไปหลายด้าน นั่นเป็นเพราะยุคของ AI ได้เริ่มขึ้นแล้ว

2.คำจำกัดความของ AI ในยุคสมัยใหม่

คำจำกัดความของ AI ในยุคสมัยใหม่กำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยการมาถึงของ Machine Learning และพลังประมวลผลขนาดใหญ่ ทำให้ AI ที่มีความซับซ้อนนั้นเข้ามาอยู่ในการใช้งานของเราได้ง่ายมากขึ้น AI ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

นวัตกรรมต่างๆ จะมารวดเร็วกว่าสิ่งที่เราเคยประสบมาหลังความสำเร็จของไมโครโปรเซสเซอร์ ในไม่ช้า ยุค ‘ก่อน-AI’ ดูจะยิ่งอยู่ไกลตัวเรามากขึ้นทุกทีตั้งแต่วันที่การใช้คอมพิวเตอร์หมายถึงการพิมพ์ที่ช่องคำสั่ง C:> มากกว่าการคลิกบนหน้าจอ

3.เพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ด้วยความก้าวหน้าของ AI ทำให้การทำงานง่ายขึ้น เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถช่วยงานเราได้แทบทุกเรื่องตั้งแต่อ่านอีเมล เขียนอีเมล จัดตารางการประชุมให้และอื่นๆ อีกมากมาย

การเข้ามาของ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น และผู้คนก็จะมีเวลาไปทำเรื่องที่มีประโยชน์มากขึ้นด้วย เช่น การฝึกทักษะใหม่ๆ (ที่ AI ยังทำแทนไม่ได้) ความก้าวหน้าของ AI จะช่วยให้คนมีเวลาไปทำสิ่งอื่นที่ Software ไม่สามารถทำได้ เช่น การสอนหนังสือ ดูแลผู้ป่วย และคอยช่วยเหลือผู้สูงอายุ นอกจากนี้เกตส์ยังคาดหวังว่า AI จะเข้ามา่ชวยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ด้วย

4.AI กับการนำมาใช้ช่วยเรื่องสุขภาพของมนุษย์

AI จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถคัดกรองโรคเองได้เบื้องต้น ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีรับมือกับปัญหาสุขภาพ และช่วยตัดสินใจว่า พวกเขาจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาหรือไม่  เพื่อให้หมอและพนักงานในโรงพยาบาลได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ามากที่สุด AI ยังสามารถช่วยทำงานบางอย่างแทนได้ เช่น การทำเอกสารเคลมประกัน จัดการงานเอกสาร และร่างเวชระเบียนจากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ 

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคิดเพิ่มเติมก็คือ หากสังเกตในประเทศยากจนจะต้องถูกฝึกฝนให้รู้จักโรคต่างๆ ที่ไม่เหมือนกับในประเทศร่ำรวย AI นั้นสามารถทำงานในภาษาที่แตกต่างกันได้ และคิดบนพื้นฐานความท้าทายต่างกัน เช่น คนไข้ที่อาศัยห่างไกลคลีนิคมากๆ หรือไม่สามารถหยุดงานเมื่อล้มป่วย เป็นต้น

5.การศึกษาที่ก้าวหน้าด้วย AI

บิล เกตส์คิดว่าในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า Software ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สุดท้ายแล้วจะเข้ามาปฏิวัติวิธีการเรียนการสอนของมนุษย์ AI จะรู้ความสนใจและสไตล์การเรียนรู้ของเรา สามารถออกแบบเนื้อหาที่จะทำให้เราเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยวัดความเข้าใจ รับรู้ตอนที่เราไม่สนใจ และเข้าใจวิธีการเรียนรู้ สิ่งเร้าที่กระตุ้นเรา AI จะช่วยให้ฟีดแบ็กต่อการเรียนเหล่านี้ได้ทันที

AI จำเป็นต้องถูกฝึกบนชุดข้อมูลอันหลากหลายเพื่อความเป็นกลางและสะท้อนวัฒนธรรมที่แตกต่างของผู้ที่จะใช้งานมัน ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลจำเป็นต้องได้รับการเหลียวแลเพื่อให้นักเรียนจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อยจะไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

6.ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจาก AI

ในมุมมองบิล เกตส์นั้นคิดว่า มีความเป็นไปได้ที่ AI อาจจะอยู่เหนือการควบคุม และเครื่องจักรก็อาจคิดว่ามนุษย์เป็นภัยคุกคามได้ เพราะว่าผลประโยชน์ของมันแตกต่างจากเรา แต่ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่อง ด่วน หากเทียบกับการพัฒนา AI ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ความสำเร็จในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีอันไหนเข้าใกล้กับคำว่า AI ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถเข้ามาควบคุมโลกทางกายภาพ และไม่สามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเองได้

อ้างอิงจากบทความล่าสุดใน The New York Times เกี่ยวกับบทสนทนากับ ChatGPT ที่ได้ประกาศว่าอยากเป็นมนุษย์ ได้รับความสนใจล้นหลาม ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากว่าการแสดงอารมณ์ของโมเดลนี้มีความคล้ายมนุษย์อย่างไร แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดเรื่องอิสรภาพที่มีความหมายมากนัก

7.หลักการ 3 ข้อในการถกเถียงเรื่อง AI

หัวข้อเรื่อง AI จะกลายเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ถกเถียงกันในอนาคตเท่าที่ทำนายได้ ซึ่งบิล เกตส์มีคำแนะนำ 3 ข้อสำหรับการถกเถียงเรื่อง AI 

ข้อแรก เราควรพยายามรักษาสมดุลระหว่างความกลัวด้านมืดของ AI ซึ่งเข้าใจได้และมีเหตุผล กับความสามารถในการนำมาใช้พัฒนาชีวิตมนุษย์ การจะใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจำเป็นต้องทั้งป้องกันความเสี่ยงและกระจายประโยชน์ไปสู่ผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ 

ข้อสอง ธรรมชาติของกลไกตลาดจะไม่เอื้อต่อการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AI เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนจนระดับล่างสุด หากรัฐบาลเข้ามาช่วยและอาศัยเงินทุนและนโยบายที่ถูกต้อง จะสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า AI จะถูกนำมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำ คล้ายกับโลกที่ต้องการคนฉลาดที่สุดมาโฟกัสกับปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เราต้องโฟกัสที่การใช้ AI ที่ดีที่สุดในโลกเพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดนั้น

และข้อสุดท้าย เราควรจำให้ขึ้นใจว่า เรายังอยู่แค่จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ AI สามารถทำได้ ข้อจำกัดอะไรก็ตามที่มีในวันนี้จะหายไปก่อนที่เราจะรู้ตัว 

อ้างอิง :

 

Article by Thanisorn Boonchote

Nice Selfie

Office Manager

Chanatinad Chotiksatis

Thailand