สรุปให้แล้ว Key takeaways จากงาน Creative Talk ที่คนสาย Data ควรรู้!

Your Opinion
Published: 12.07.22

ตอนนี้สิ่งที่คนทำงานสาย Data และอยู่ในวงการเทคโนโลยีคงทำได้แค่ Prediction คาดการณ์อนาคตที่อาจเกิดในครึ่งปีนี้ไปจนถึงปีหน้าๆ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ก็คือ เราต้องการโอกาส แต่ไมใช่ทุกโอกาสที่ต้องการเรา

ถ้าถามว่า Keyword สำคัญของปีที่ผ่านมามีอะไรบ้าง หากลองไล่ย้อนอดีตตั้งแต่ปี 2019 เราคุ้นเคยกันดีกับการทำงานอย่าง Agile พอมาถึงปี 2020 เราก็ต้อง Reskill – Upskill ตัวเองเพื่อให้เอาตัวรอดในโลกที่ไม่แน่นอนได้ เมื่อมาถึงปี 2021 ที่ผ่านมา ทุกคนคุ้นเคยกันดีกับคำว่า Resilience หรือความยืดหยุ่นไม่ว่าจะมาจากสภาพแวดล้อมการทำงานหรือสภาพจิตใจ สำหรับปีนี้ Keyword สำคัญคงหนีไม่พ้นการปรับตัวเพื่อรองรับการมาถึงของ Metaverse และการเป็น Data-Driven

ตอนนี้สิ่งที่คนทำงานสาย Data และอยู่ในวงการเทคโนโลยีคงทำได้แค่ Prediction คาดการณ์อนาคตที่อาจเกิดในครึ่งปีนี้ไปจนถึงปีหน้าๆ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ก็คือ เราต้องการโอกาส แต่ไมใช่ทุกโอกาสที่ต้องการเรา

สำหรับบทความนี้ทีมงานของ Cathcart Technology ได้เข้าร่วมฟังใน Session ที่เกี่ยวกับ Data และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ซึ่งเราได้สรุปใจความสำคัญเพื่อให้ทุกท่านที่สนใจได้อ่านกัน มาไล่อ่านทีละ Session ไปพร้อมกัน!

ในช่วงที่ผ่านๆมา มี Innovation อะไรที่น่าสนใจบ้าง ?

เกิดสิ่งที่เรียกว่า Distributed Company หมายถึง บริษัทต้องกระจายศูนย์ รูปแบบองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่ามันตามมาด้วยการลองผิดลองถูก กระทบทั้ง 3P คือ People, Place และ Process พื้นที่ออฟฟิศถูกลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ องค์กรต้องมี Solution และใช้เทคโนโลยีมาจัดการได้อย่างถูกที่ถูกทาง และถูก Touchpoint

ในอนาคตต่อจากนี้ อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า Multitechnology คือทุกๆเรื่อง Combination กันเพื่อทำประโยชน์หลายๆอย่างในอนาคต ต่อจากนี้คนต้องพยายามเรียนรู้ว่างานที่ไม่กระทบ Automation คืออะไร งาน Routine งานที่ไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาจถูกท้าทายด้วย Automation มากขึ้น จนน่าจะเกิดเป็น Human Robot ที่สามารถทำงานควบคู่กันไปเป็น Companionship ทำงานคู่กันเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น งานศิลปะที่ล้ำขึ้น และประหยัดเวลามากขึ้น

แล้วเทคโนโลยีจะช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อย่างไร ?

ถ้าถามว่าตอนนี้มีบริษัทไหนบ้างที่ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี คำตอบก็คือไม่มี เพราะตอนนี้ทุกบริษัทแทบจะกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีกันหมดแล้ว ไม่มีบริษัทไหนที่ไม่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และบริษัทที่เป็น Traditional ต้องตัดต้นทุนที่สูงมากเพื่อให้องค์กรไปต่อและอยู่รอดได้

คำว่า Digital Wealth เป็นคำที่คนจะพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบอาจเกิดมาจาก “เงินเฟ้อ” ซึ่งมีที่มาจาก 2 ทางคือ

Positive Demand Shock : ดูตัวอย่างได้จากประเทศอเมริกาที่ปรินท์เงินออกมาจำนวนมาก ทำให้มีปริมาณมากเกินจำเป็น ทำให้ค่าเงินลอยตัวเหนือทองคำ (Money Creation) ทำให้ในอนาคตโลกจะมี 2 อย่างที่มากขึ้น คือ Money and Credit

Negative Supply Shock : เงินเฟ้อที่มาพร้อมกับสงคราม การที่ประเทศใดเกิดสงครามหรือยอมรับสงครามก็ถือเป็นการยอมรับเงินเฟ้อไปโดยปริยาย สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศยูเครน

สิ่งที่ช่วยยับยั้งเงินเฟ้อคืออะไร ?

คำตอบคือการสร้าง Productivity ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้าง Productivity คือการ “Do more with Less”และการไม่ผลิต Productivity ก็เปรียบเหมือนการส่งออกเศรษฐกิจถดถอยไปทั่วประเทศ เหมือนอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังทำอยู่ตอน

แล้วคนที่เป็นหัวหน้าองค์กรหรือผู้นำประเทศต้องทำอย่างไร ?

สิ่งสำคัญของคนเป็นผู้นำคือการมี “Empathy” คำนี้สำคัญมาก คือหัวหน้าไม่ใช่แค่ต้อง Lead ด้วยสมองอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะถ้าหัวหน้าทำแบบนั้น พนักงานจะพากันทยอยลาออกจากกงาน ซึ่งไม่ได้เกิดแค่กระแสการลาออกครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Resignation) อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเกิดการเปลี่ยนงานครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Reshuffle) ตามมาด้วย ผู้คนจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับที่ใดที่หนึ่งนานๆ หากไม่ได้รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ความคิดและมีอิสระในการเลือกได้ คนรุ่นใหม่ต้องการทางเลือกที่เป็นไปได้และสามารถเลือกเองได้

จากผลสำรวจระดับโลกจาก Gallup ถามผู้เข้าร่วมสำรวจซึ่งเป็นพนักงานประจำบริษัทว่า การเข้ามาทำงานออฟฟิศทุกวัน หรือ Work From Home ทุกวัน หรือทำงานแบบ Hybrid เข้าออฟฟิศสลับกับทำงานที่ไหนก็ได้ แบบไหนเวิร์คที่สุด ? ปรากฏว่าข้อมูลจาก Data บอกว่า ไม่มีวิธีทำงานแบบไหนที่เวิร์คและตอบโจทย์การทำงานของคนรุ่นใหม่เลย

ตอนนี้ถ้าบริษัทไหนมีนโยบายให้พนักงานเข้าออฟฟิศ 100% ก็จะมีพนักงานจำนวนมากตัดสินใจย้ายงาน แต่ถ้าบริษัทไหนเป็น WFH 100% ก็สรา้งความเหนื่อยหน่ายและช่องว่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง หรือทำงานแบบ Hybrid สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องมา Fix วันกันอยู่ดีว่าใครจะเข้าวันไหน ไม่ต่างจากการเข้าทำงานเป็นกะ เป็น Shif สร้างความรู้สึกให้พนักงานไม่มีอิสระในการออกแบบและเลือกด้วยตัวเอง

แล้ววิธีทำงานแบบไหนที่เวิร์ค ? 

จาก Data บอกเราว่าวิธีที่เวิร์คคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า The Small Seredipity Connection Team การซอยทีมให้เล็กที่สุดแบบที่สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้ง่ายที่สุด connect กันได้ง่ายที่สุด และไม่ต้อง Fix วันว่าต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอะไร แต่ปรึกษาและพูดคุยกันว่าทีมเราจะเข้าไปเจอหน้ากันวันไหนดี เพราะหากมีคนเข้าออฟฟิสไปแค่คนเดียว สุดท้ายก็ต้องไปเปิด Google Meet หรือ Microsoft Team กันอยู่ดี ขาดการเชื่อมต่อและ connect กันอยู่ดี บางทีอาจจะเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Productivity แต่เป็นวิธีที่เวิร์คสำหรับพนักงาน และทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรไปได้นานๆ

สิ่งที่ทำให้เกิด Productivity 

1.Internet From the Sky

คือรัฐบาลต้องจัดเตรียม Public Goods Free ให้กับประชาชน อินเทอร์เน็ตควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ อินเทอร์เน็ตควรเป็นของฟรีและสาธารณะ เหมือนกับไฟฟ้าและถนนหนทาง เพื่อสร้าง Connectivity ที่ทั่วถึงกัน รวมถึง Digital ID ที่ทุกคนต้องมีเหมือนการมีบัตรประชาชน

2.The New Way We Work

การให้พนักงานมีอิสระในการออกแบบการทำงานของตัวเองและสามารถเลือกทำงานที่เหมาะกับตัวเองและเกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้มากที่สุด สร้างสิ่งที่เรียกว่า The Small Seredipity Connection team 

3.Cloud Base Application

คือส่วนผสมของ 2 สิ่งคือ Decentralized on the rise และ Digitizing on the rise คืออำนาจแบบกระจายศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ธนาคารและธุรกิจ รวมถึงการทำงานที่เป็นไปแบบ Paperless และ Subscription มากยิ่งขึ้น

4.Nano Contract (Cryptocurrency)

ยุคที่เราเข้าถึง World Class Technology ได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ โทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ ต่อไปในอนาคต ทุกคนอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ แต่ก็สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ World Class ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือบริษัทใหญ่หรือเล็ก การทำธุรกรรมใดๆก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นลักษณะ Nano Contract

สิ่งเหล่านี้ที่เราเห็นและมองว่าเป็น Innovation แน่นอนว่าไม่เป็นฝีมือของมนุษย์คนใดคนหนึ่งเป็นคนสร้าง แต่เป็นวิวัฒนการที่เกิดขึ้น Innovation ไม่เคยหยุดพัฒนา แต่ถ้าเราไม่เติบโตไปพร้อมกับมัน Innovation ก็แค่จะไปเกิดที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่ของเราเท่านั้นเอง ” 

Cathcart Technology

Thailand